2005/Sep/22

เรื่องนี้ก็ปัญหาใหญ่ เพราะสังคมเรากำหนดว่าการเรียนหนังสือนั้นสำคัญยิ่งนั้น
มันกลายเป็นระบบไปแล้วว่าต้องเรียนๆๆๆ
ฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าระบบนี่มันดีจริงๆ รึเปล่า
ที่เกิดมาก็ต้องมานั่งในห้อง ทำการบ้าน ดูหนังสือ เรียนจบมัธยม
ก็ต้องขวนขวายเอนทรานซ์ให้ติด (แข่งขันกันแทบเป็นแทบตาย)
ไม่ติดแล้วจะแย่ (จริงๆน่ะเหรอ)เรียนจบก็ทำงาน มีครอบครัว
แล้วชีวิตก้ต้องเป็นแบบนี้น่ะเหรอ
เพราะสังคมกำหนดมาอย่างนั้น แล้วการเรียนมันดีจริงเหรอ
คนเราแม้แต่สมองก็ได้มาไม่เท่ากัน บางคนอาจทำได้ดี
แต่บางคนก้อาจไม่ใช่ วัยรุ่นล่ะ มีซักกี่คนที่ไม่เคยหลับในห้องเรียน
(มีด้วยเหรอ?) มีกี่คนไม่เคยลอกการบ้าน มีกี่คนทำการบ้านเองทุกข้อ
แล้วมีกี่คนที่ตั้งอกตั้งใจเรียนตลอดทุกชั่วโมง
ฉันว่าคงไม่ถึง 1% ละมั้ง วัยรุ่นชอบความสนุกสนาน ท้าทาย
น่าตื่นเต้น อยากรู้อยากทดลองมากกว่าการเรียนในตำรา
เรียกว่าต้องการหาประสบการณ์ชีวิต ไม่ใช่ศึกษาจากที่คนอื่นเขียนไว้
คนเป็นพ่อเป็นแม่จึงควรเข้าใจในจุดนี้ ของวัยรุ่นให้มากๆ
อย่าคาดหวังว่าลูต้องได้ 4.00 อย่าคิดว่าตอนเด้กได้อันดับดี
แล้วโตขึ้นก็จะดีตลอดไป อย่าพยายามเอาลูกตัวเองไปเปรียบกับลูกคนอื่น
เพราะมันไม่เหมือนกัน พ่อแม่มันก็คนละคนกัน
คนละครอบครัว คนละสิ่งแวดล้อม เวลาที่ได้ยินพ่อแม่เอาตัวเราไปเปรียบกับ
คนอื่น คนนั้นเค้าดีอย่างนู้นอย่างนี้ มันรู้สึกแย่มาก อยากจะสวนกลับนัก
แล้วมันก็พลอยให้ขี้เกียจ ในเมื่อเค้าคิดว่าเราไม่ได้เรื่อง
แล้วเราจะพยายามไปทำไมกัน
.........หมดอารมณ์เขียนซะงั้น ไว้วันหลังค่อยเขียนใหม่...

edit @ 2005/09/22 00:31:06

2005/Sep/10

นี่คงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเพราะครอบครัวคือจุดเริ่มต้น
ฉันเชื่อเช่นนั้นถ้ามีครอบครัว สิ่งแวดล้อมดี ก็จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยล่ะ
ฉันเองเมื่อตอนเด็กๆเคยคิดเสมอว่าครอบครัวที่อบอุ่นคือ
ครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แล้วก็จะมีความสุขจากคำว่าอบอุ่น
แต่เมื่อโตขึ้นฉันก็ได้รู้ว่านั่น ฉันน่ะเข้าใจผิด การที่ พ่อ แม่ ลูก อยู่ด้วยกัน
ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ความสุขอย่างที่ในตอนเด็กคิดไว้
เพราะการอยู่ด้วยการแล้วขาดซึ่งความเข้าใจในตัวกันและกัน
ความสุขก็จะไม่เกิดอยู่ดี
ฉันเองก็พยายามที่จะเข้าใจในตัวพ่อแม่อยู่เหมือนกัน
และก้ต้องการให้เขาเข้าใจเราด้วย...
ไอ้ที่ว่าวัยรุ่นเป็น วัยต่อต้าน นั้นเห็นท่าจะจริงๆ
เมื่อวันนึงเธอเป็นผู้ใหญ่เธอก็จงจำไว้ ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่ถูก็ยังพยายามที่จะทำ
ผู้ใหญ่พูดมาอย่างนึง ก็มักจะหาเหตุผล ข้อโต้แย้งให้มันเป็นอีกอย่าง
ยิ่งถ้าคุณแม่ (ซึ่งส่วนมากจะขี้บ่น) พูดมาบ่อยๆเข้า
ไอ้ความรู้สึกที่อยากจะทำอีกอย่าง (ตรงข้ามกับคำสั่ง) มันก็ตะหงิดๆขึ้นมา
มันคงเป็นความรู้สึกที่อยากจะเอาชนะล่ะมั้งนะ
การที่พุดบ่อยๆ (ที่มาจากความห่วงใย)ของคนเป็นแม่นั้น
รู้ก็รู้ว่าห่วง แต่จะมีซักกี่คนที่ชอบฟังเสียงบ่นเสียงด่า
มันมักจะเกิดความรำคาญซะมากกว่า ไปๆมาๆ ก็กลายเป็นการปะทะคารม
ส่วนใหญ่พ่อแม่มักสนิทกับลูกเพศเดียวกัน
แต่ก็ไม่น้อยเหมือนกันที่มันสลับกัน
อย่างเช่นฉันนี่นะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแม่กอดเราครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
อยากจะเป็นคนเข้าไปกอดอยู่เหมือนกันแต่ท่านก้ขี้รำคาญอ่ะ
แตะนิดหน่อยก็โดนด่าแล้ว (บางทีก็ได้สัมผัสอวัยวะส่วนล่างสุดแทน)
นั่นทำให้ลึกๆแล้วมันมีความเหงาน่ะสิ
แนต้องไม่เป็นแบบแม่ฉันนะ การกอดนั้นเป็นการให้กำลังใจที่ดีที่สุดเลยล่ะ
เวลาเราเหนื่อยหรือท้อ ถ้าใครซักคนกอดคงจะดีไม่น้อย
พ่อแม่นั้นควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกนะ (จำไว้นะ)
พฤติกรรมต่างๆที่มันไม่เหมาะก็อย่าทำให้ลูกเห็น
มีหลายอย่างที่ฉันได้ความรู้สึกต่อต้านในสิ่งที่ท่านทำ
มันคงเห็นบ่อยจนรู้สึกว่ามันน่ารังเกียจล่ะมั้ง
อย่างเช่นการใช้คำหยาบด่ากัน , เวลาทะเลาะกัน
ด่าบรรพบุรุษ (แบบที่ท่านมาได้ยินคงนั่งร้องไห้)
ไล่มาหมดตระกูลเลย (น่าเอือมระอาในความรู้สึกฉัน),
การพยายามเอาชนะกันเหมือนเด็กๆ ไม่มีใครยอมกัน
(เห็นแล้วปลง) ไม่น่าเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ทำแบบนี้เป็น
แล้วต่างฝ่ายก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด ด่างดื้อดันกันต่อไป,
เรื่องการพนันก็เหมือนกัน รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์
แต่ก็จะเล่นและหวังลมๆแล้งๆ ว่ามันจะทำให้รวย
หวังพึ่งการแทงหวย ลอตเตอรี่ เล่นบอล ตีไก่ ฯลฯ
เห็นอย่างนี้ฉันเองก็เบื่อหน่าย...
เรื่องแม่ก็เยอะ แทบไม่อยากเชื่อว่ามีคนแบบนี้ด้วย
(แต่ยังไงฉันก้รักแม่อยู่ดี) มีหลายพฤติกรรมที่ทำฉันแปลกใจ
แต่ฉันก็ไม่กล้าเอ่ยปากหรอก เฮ้อ!
อย่างนึงเลยที่ขัดใจฉันเอามากๆ คือการผายลม
โอว พระเจ้า เธอทำเสียงดัง แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรหลังปล่อยออกมา
ผู้หญิงควรทำแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย บางทีก็ตอนกินข้าว บางทีก้ยืนๆอยู่
ไม่เข้าใจเลยอ่ะ ว่าแม่รู้สึกอะไรบ้างรึเปล่า หน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ก้ดีที่เคยเห็นแต่ที่บ้านนะ
แล้วก็ชอบทำให้ลูกรู้สึกไม่ดีกับพ่อ (เวลาที่โกรธ) พุดนั่นพูดนี่เสียๆหายๆ
(เธออย่าเป็นแบบนี้นะ) แต่เวลาดีๆก้ไม่มีไร
แล้วก็ไม่เคยขอโทษเลย
ฉันคิดว่าถึงจะเป็นแม่ก้เถอะทำผิดได้ แล้วก็ต้องขอโทษได้ด้วย
มันไม่จำเป็นเฉพาะเด็กขอโทษผู้ใหญ่หรอก
นี่ผิดแล้วก็ไม่ยอมรับอีกตะหาก
นั่นก็ทำให้ฉันเองไม่เคยเอ่ยปากเป็นคำพูดขอโทษท่านจริงๆจังๆซักกะที
เคยก้แต่เขียนใส่กระดาษ (ครั้งแรกเมื่อไม่นานนี้เอง)
แต่กับคนอื่นฉันกลับกล่าวได้อย่างสบายใจ ไม่ตะขิดตะขวงเลยอ่ะ
ในความคิดฉันเองการเลี้ยงดูคงมีแบบใหญ่แค่ 2 แบบล่ะนะ
ก็คือ 1. การเลี้ยงด้วยเงินแบบที่ คนพอมีตังค์หลายครอบครัวทำ
2. เลี้ยงด้วยความอบอุ่นจริงๆ (นี่แหละที่เด็กๆควรได้รับจริงๆ)
ไอ้แบบที่ฉันรู้สึกว่าฉันได้รับมันกลับไม่ได้อยู่ในแบบไหนเลยเนี่ยสิ
ตั้งแต่เด็กๆความทรงจำก็มีแต่ภาพที่พ่อแม่ทะเลาะกัน
ไล่ตีกัน ด่ากัน มันไม่น่ามาอยู่ในความทรงจำของฉันเลย
ความอบอุ่นก็ไม่มี เงินก็ไม่มี เป็นแบบไหนกันล่ะเนี่ย
จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแม่กอดฉันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน
นี่คือสิ่งที่ฉันโหยหาจริงๆ ต่างหากล่ะ
อ้อมกอดของแม่ คำพูดปลอบโยน ให้กำลังใจ
ทำไม? ฉันถึงไม่เคยได้สิ่งเหล่านั้นที่ฉันต้องการ
เมื่อขาด วัยรุ่นอย่างฉันก็ต้องการส่วนที่จะมาเติมเต็ม
มักจะหาอะไรภายนอกเพื่อปกปิด ความเหงาในใจ
การกลับบ้านหลังเลิกเรียนจึงมักอยู่อันดับท้ายๆ
ไปนู่นไปนี่ กับเพื่อน มีอะไรก็คุยกับเพื่อน ปรึกษาเพื่อนๆ
ทั้งๆที่ควรจะหันหน้าเข้าหาพ่อแม่ ก็เขาไม่ได้สนใจจะถาม
หรือเอาใจใส่นี่นา พอจะอ้าปากพูดก็มักจะไล่ด้วยความรำคาญ
ตัวตนของฉันที่บ้านกับที่ ร.ร. จึงต่างกัน อยู่บ้านก็มักเก็บตัว
แต่มันก็คงต่างกับครอบครัวที่เลี้ยงมาด้วยเงิน (มันอาจดีกว่าแบบที่ฉันเป็นก็ได้)
เท่าที่รู้แบบนี้ก็พ่อแม่หาแต่เงิน ลูกตื่นมาก็มีเงินวางไว้ให้
พ่อแม่คิดแต่จะทำให้ลูกมีความสุข ให้ลูกมีพร้อม
โดยไม่ได้รู้เลยว่าจริงๆแล้วลูกต้องการ อ้อมกอด และการอยู่ใกล้ชิดมากกว่า
เด็กในครอบครัวแบบนี้มักคิดว่าเงินน่ะทำได้ทุกอย่าง
มีมาให้ใช้ก็ใช้อย่างสบาย ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของเงิน
แล้วก็มักทำอะไรไม่ค่อยคิดถึงพ่อแม่เท่าไหร่
ถ้ามีลูกก้พยายามคิดถึงเขามากๆก็แล้วกัน อย่าเลี้ยงด้วยเงิน
มันจะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมาก

...จริงๆแล้วกับเรื่องนี้น่ะมันมีมากเลยอ่ะ
แต่ตอนนี้นึกออกเท่านี้แล้วค่อยต่อเวลานึกออกละกัน....


edit @ 2005/09/10 23:07:31

2005/Sep/04

เอาล่ะนะ.....
เฮ้อ! เซ็งตัวเองจริงๆ อุตส่าห์พิมพ์ไปตั้งเยอะแล้วอ่ะ(เกริ่นนำ)
แต่ดันสะเพร่าแล้วมันก็หายหมด ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่เนี่ย เฮ้อ!
แล้วมันจะเหมือนเดิมมั้ยเนี่ย
ว่ากันด้วยเรื่องวัยรุ่นแล้วกันเนอะ
เพราะตัวฉันนั้นอายุ 17 กว่าๆ (ยังถือว่าน้อยนัก
ถ้าจะไปเทียบกับคนที่ผ่านโลกมามากกว่า)
ตามตำราบอกว่าคือช่วง "วัยรุ่นตอนกลาง"
ผู้มีศึกษาและผู้มีประสบการณ์บอกว่าคือช่วง "หัวเลี้ยวหัวต่อ"
เป็นวัยที่อยู่ในช่วงการศึกษาชีวิต ถ้าพ้นไปได้ก็จะมีวิถีดำเนินชีวิตในสังคมได้
แล้วก็คงมีประสบการณ์มากมายที่ะเป็นทั้งความทรงจำและบทเรียน
ถึงฉันเองจะยังเกิดมาได้ไม่นานซักเท่าไหร่ แต่ก็พอจะรู้จักวัยนี้อยู่เหมือนกัน
อย่างน้อยๆฉันก็ยังอยู่ในวัยนี้แหละน๊า (จริงมั้ย?)
อาจไม่ได้โลดโผนเหมือนใครหลายๆคน
แต่ก็พอจะมีประสบการณ์ในเรื่องต่างๆบ้างแหละ
ทั้งจากที่ประสบเอง จากคนรอบข้าง และจากที่ได้ยินได้ฟังมา
ก็เลยอยากจะบันทึกเรื่องราวไว้ซะหน่อย
(เพราะในอนาคอยากจะมีครอบครัวที่อบอุ่นนี่นา)
ตั้งใจจะเขียนตั้งนานแล้วล่ะ 2-3 ปีได้แล้วมั้ง
แต่ก็ยังไม่มีครั้งไหนที่ลงมืออย่างจริงจังซักที
เอาล่ะวะ คราวนี้ให้มีรูปมีร่างบ้าง ขี้เกียจเขียนลงสมุดก็เป็นเจ้านี่แทนละกัน
วัยรุ่นสมัยนี้ (รวมเราด้วยนี่หว่า) ในสายตาผู้ใหญ่(คนที่เกิดก่อนเราหลายปี)
ดูจะแย่ลงมากและก็ทำให้เป็นที่หนักใจของบุพการี ผู้ปครอง
แม้แต่ฉันเองก็ยังรู้สึกอย่างนั้น ข่าวหน้าหนึ่งในแต่ละวันมีแต่ข่าวที่ฟังแล้ว
ให้ความรู้สึกหดหู่ซะจริงๆ แล้วก้ไม่มีวันไหนที่ไม่มีเรื่องของวัยรุ่น
เรื่องเรียน เรื่องเพศ เรื่องเที่ยว เรื่องนู่นเรื่องนี่มากมายสารพัด
แล้วฉันเองซึ่งก็คงต้องโตขึ้น และวันนึงก็จะเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัว
แล้วก้อยากมีลูกที่น่ารักความทรงจำะช่วยเตือนฉันก็เคยผ่านจุดๆนั้นมาแล้ว
และบันทึกของฉันก็จะได้เตือนสติฉันถึงความรู้สึกเมื่อตอนนั้นว่ามันเป็นยังไง
ทั้งเวลาที่ได้ทำนู่นทำนี่ที่ออกนอกกรอบ ทั้งเวลาที่ฟังผู้ใหญ่พูดถึงเรา
แล้วเราก็คงจะเข้าใจลูกมากขึ้น (เอิ้กๆ คิดฝันไปไกล)
เพราะมันมีมากมายหลายเรื่องเหลือเกินที่ทำให้เรากับพ่อแม่มีช่องว่างระหว่างกัน
วิธีนี้คงพอจะช่วยได้บ้างนะ
มีคำถามมากมายในตัวฉัน นั่นสินะ ฉันฝันอยากจะมีลูกชายน่ารักๆซัก 2-3 คน
นั่นเป็นเรื่องของอนาคตแต่คงไม่ผิดถ้าจะคิดจะฝันไว้ซักหน่อย แต่..
ปัญหามันก็อยู่ที่ว่าจะเลี้ยงยังไงให้เป็นคนดี เลี้ยงยังไงให้เป็นผู้ชาย
เพราะปัญหาเพศที่3 ที่4 ที่5 ดูจะมากมายเหลือเกิน ทำยังไงถึงจะเป็นผู้ชายที่ดีได้
ยังไงถึงจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างดี ฯลฯ นี่คือปัญหา
หลายครั้งหลายคราที่ฉันถกกันกะเพื่อนๆเรื่องลูกสาวกะลูกชาย
(เพื่อนก็พลอยต้องมาคุยเรื่องนี้ เพราะนังบ้าอย่างฉัน)
เราก้ได้ความคิดกันสองฝ่ายนั่นแหละนะ ฝ่ายนึงบอกลูกชาย อีกฝ่ายบอกลูกสาว
(แต่ก็มียัยคนกลางนะที่ยังไงก็ได้ ค่อนข้างเอาแต่ฟัง หรือไม่สนใจก็คงใช่)
บ้างบอกว่าลูกชายน่ะไม่น่ารักเท่าลูกสาวหรอก แต่ฉันว่าน่ารักนะ^_^
ฉันน่ะคิดว่าลูกชายดูแลไม่ยากเท่าเพราะยังไงก็ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย
สังคมมักไม่มองเป็นเรื่องใหญ่เท่าผู้หญิง
ผู้หญิงโดยเฉพาะในสังคมไทยที่ขนบธรรมเนียม
ประเพณีค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ ฉะนั้นการวางตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ
แต่บ้างก็ว่าผู้หญิงนั้นช่างดูแลเอาใจใส่
(คุณครูท่านนึงของฉันก็ว่าเช่นนั้น ท่านมีลูกเป็นชายทั้งสามคน)
เพราะผู้หญิงละเอียดอ่อนกว่างั้นสินะ แต่ลูกชายขี้อ้อนคงน่ารักไม่เบา
เพื่อนฉันก็บอกว่ามันอยู่ที่การเลี้ยงดู (มันบอกว่าผู้หญิงเลี้ยงง่ายกว่า)
มันแน่อยู่แล้วว่าอยู่ที่การเลี้ยงดูแล้วเลี้ยงยังไงถึงจะได้อย่างที่หวังเล่า
ฉันเองก็คิดจะศึกษาอย่างจริงจังอยู่เหมือนกัน เพราะได้ฟังคนดังหลายๆคน
เค้าก็มีวิธีเลี้ยงที่แตกต่างกัน แล้วแบบไหนเหมาะสมที่สุดล่ะ?
เอาเป็นว่าตอนนี้จะพูดเรื่องที่เป็นความคิดตัวเองแล้วกัน..


edit @ 2005/09/04 23:24:41